คำตอบสั้น ๆ
- สูตร 50/30/20 แบ่งรายได้หลังหักภาษี: 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับสิ่งที่อยากได้ และ 20% สำหรับเงินออมและการโปะหนี้เพิ่ม
- สูตรนี้มาจากหนังสือ All Your Worth ของ Elizabeth Warren และ Amelia Warren Tyagi (2005) เป็นหลักคร่าว ๆ ไม่ใช่ผลการวิจัย
- ค่างวดขั้นต่ำของหนี้นับเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เฉพาะส่วนที่จ่ายเกินขั้นต่ำเท่านั้นที่อยู่ใน 20%
- ค่าเช่าที่แพงมักทำให้ส่วน 50% แตกก่อน เมื่อเกิดขึ้น ให้ลดสิ่งที่อยากได้ก่อนจะไปตัดเงินออม
- ลองเทียบกับรายการเดินบัญชีจริง 3 เดือนก่อนตัดสินใจว่าสูตรนี้เหมาะกับคุณไหม
คู่มือนี้ลงลึกกว่าบทความภาพรวมเรื่องการวางแผนการเงินรายเดือน ซึ่งเปรียบเทียบ 3 วิธีหลัก ที่นี่เราอยู่กับวิธีเดียว: สูตรนี้บอกอะไร คำนวณอย่างไร และใช้ไม่ได้ตรงไหน
สูตร 50/30/20 มาจากไหน
สูตรนี้เป็นที่รู้จักในปี 2005 จาก Elizabeth Warren ซึ่งตอนนั้นเป็นอาจารย์ที่ Harvard Law School และศึกษาเรื่องการล้มละลายของบุคคล ร่วมกับลูกสาวของเธอ Amelia Warren Tyagi ในหนังสือ All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan (Free Press) ทั้งสองเรียกมันว่า “Balanced Money Formula” คำที่ใช้ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายจำเป็น” เฉย ๆ แต่เป็น must-haves คือบิลที่คุณยังต้องจ่ายต่อแม้จะไม่มีรายได้ หรือที่มีสัญญาผูกมัดให้ต้องจ่าย
มี 3 ประเด็นจากหนังสือที่มักถูกลืม:
- สูตรนี้ใช้รายได้หลังหักภาษี ไม่ใช่เงินเดือนก่อนหัก
- สิ่งที่อยากได้คือส่วนที่เหลือ คุณกำหนดค่าใช้จ่ายจำเป็นและเงินออมก่อน แล้วสิ่งที่อยากได้ได้ส่วนที่เหลือ ดังนั้นถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นล้น ส่วนที่หดลงคือสิ่งที่อยากได้
- เป็นเกณฑ์อ้างอิง ไม่ใช่กฎตายตัว เราไม่พบงานวิจัยที่แสดงว่า 50/30/20 ดีกว่าการแบ่งแบบอื่น จุดแข็งของมันคือจำง่ายและตรวจง่าย
ข้อควรปรับสำหรับสลิปเงินเดือนในไทย: เงินที่เข้าบัญชีมักถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้าบริษัทมี) ไปแล้ว ภาษีไม่ต้องนับ แต่ถ้าเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถูกหักก่อนเงินเข้าบัญชี ให้นับไว้ใน 20% ส่วนเงินสมทบประกันสังคมซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลด้วย ให้นับไว้ใน 50% บวกทั้งสองรายการกลับเข้าไปในเงินที่ได้รับจริงก่อนคำนวณเปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นอัตราการออมของคุณจะดูต่ำกว่าความเป็นจริง
ค่าใช้จ่ายจำเป็น สิ่งที่อยากได้ เงินออม: แต่ละรายการอยู่ตรงไหน
คณิตศาสตร์ง่าย ส่วนที่ยากคือการแยกหมวด คำถามทดสอบตามนิยามในหนังสือคือ “ถ้าพรุ่งนี้รายได้หยุด ฉันยังจะจ่ายสิ่งนี้อยู่ไหม”
| รายจ่าย | ส่วน | เหตุผล |
|---|---|---|
| ค่าเช่าห้องหรือค่างวดบ้าน/คอนโด ภาษีที่ดิน ค่าส่วนกลาง | 50% | มีสัญญา จำเป็น |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ ประกันบ้าน | 50% | จำเป็น |
| ของกินของใช้พื้นฐาน | 50% | จำเป็น |
| ค่าเดินทางไปทำงาน ประกันรถ | 50% | ไม่มีการเดินทาง ก็ไม่มีรายได้ |
| ประกันสุขภาพ ค่ายาที่หมอสั่ง | 50% | จำเป็น |
| ค่าเนอสเซอรี่หรือพี่เลี้ยงเพื่อให้คุณไปทำงานได้ | 50% | ไม่มีคนดูแลลูก ก็ไม่มีรายได้ |
| ค่างวดขั้นต่ำของรถ กยศ. หรือบัตรเครดิต | 50% | มีสัญญาผูกมัด |
| ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต | 50% | จำเป็นในยุคนี้ แต่แพ็กเกจแพง ๆ ก็มีส่วนที่เป็นสิ่งที่อยากได้ |
| ร้านอาหาร เดลิเวอรี ปาร์ตี้ | 30% | สิ่งที่อยากได้ |
| สตรีมมิง ฟิตเนส เกม | 30% | สิ่งที่อยากได้ ต่อให้คุณเคยชินแค่ไหน |
| เที่ยว เสื้อผ้าเกินความจำเป็นพื้นฐาน | 30% | สิ่งที่อยากได้ |
| เงินสำรองฉุกเฉิน RMF หรือเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนเพิ่ม | 20% | เงินออม |
| เงินที่จ่ายเกินขั้นต่ำของหนี้ทุกประเภท | 20% | ลดหนี้ จึงทำหน้าที่เหมือนการออม |
ค่าเช่าห้องหรือค่างวดบ้าน/คอนโด ภาษีที่ดิน ค่าส่วนกลาง
ส่วน50%
เหตุผลมีสัญญา จำเป็น
ค่าน้ำ ค่าไฟ ประกันบ้าน
ส่วน50%
เหตุผลจำเป็น
ของกินของใช้พื้นฐาน
ส่วน50%
เหตุผลจำเป็น
ค่าเดินทางไปทำงาน ประกันรถ
ส่วน50%
เหตุผลไม่มีการเดินทาง ก็ไม่มีรายได้
ประกันสุขภาพ ค่ายาที่หมอสั่ง
ส่วน50%
เหตุผลจำเป็น
ค่าเนอสเซอรี่หรือพี่เลี้ยงเพื่อให้คุณไปทำงานได้
ส่วน50%
เหตุผลไม่มีคนดูแลลูก ก็ไม่มีรายได้
ค่างวดขั้นต่ำของรถ กยศ. หรือบัตรเครดิต
ส่วน50%
เหตุผลมีสัญญาผูกมัด
ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
ส่วน50%
เหตุผลจำเป็นในยุคนี้ แต่แพ็กเกจแพง ๆ ก็มีส่วนที่เป็นสิ่งที่อยากได้
ร้านอาหาร เดลิเวอรี ปาร์ตี้
ส่วน30%
เหตุผลสิ่งที่อยากได้
สตรีมมิง ฟิตเนส เกม
ส่วน30%
เหตุผลสิ่งที่อยากได้ ต่อให้คุณเคยชินแค่ไหน
เที่ยว เสื้อผ้าเกินความจำเป็นพื้นฐาน
ส่วน30%
เหตุผลสิ่งที่อยากได้
เงินสำรองฉุกเฉิน RMF หรือเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนเพิ่ม
ส่วน20%
เหตุผลเงินออม
เงินที่จ่ายเกินขั้นต่ำของหนี้ทุกประเภท
ส่วน20%
เหตุผลลดหนี้ จึงทำหน้าที่เหมือนการออม
มีกับดัก 2 อย่างที่เจอบ่อย อย่างแรกคือค่าสมาชิก: สัญญาฟิตเนส 12 เดือนเป็นสัญญาก็จริง แต่คุณคงไม่เซ็นถ้าไม่มีรายได้ ให้จัดไว้ในสิ่งที่อยากได้ และต่ออายุเฉพาะเมื่อได้ใช้จริง อย่างที่สองคือค่ากับข้าว: ของพื้นฐานเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่อาหารพร้อมทาน ขนม และชานมไข่มุกเป็นสิ่งที่อยากได้ ไม่ต้องแยกทุกใบเสร็จ ประมาณแบบ 80/20 ก็พอ ถ้าคุณส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนเป็นประจำ ให้ตัดสินใจครั้งเดียวว่าจะนับเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น แล้วนับแบบนั้นทุกเดือน
ตัวอย่างการคำนวณสูตร 50 30 20 ที่รายได้ 4 ระดับ
การแบ่งตามเป้าใช้เวลา 30 วินาที: เอาเงินที่ได้รับจริงคูณ 0.5, 0.3 และ 0.2
| สถานการณ์ | รายได้หลังหักภาษีต่อเดือน | จำเป็น (50%) | อยากได้ (30%) | ออม (20%) |
|---|---|---|---|---|
| นิด โสด ขอนแก่น | 18,000 บาท | 9,000 บาท | 5,400 บาท | 3,600 บาท |
| ต้น โสด เชียงใหม่ | 25,000 บาท | 12,500 บาท | 7,500 บาท | 5,000 บาท |
| เมย์ โสด กรุงเทพฯ | 35,000 บาท | 17,500 บาท | 10,500 บาท | 7,000 บาท |
| คู่สามีภรรยา ลูก 2 คน นนทบุรี | 70,000 บาท | 35,000 บาท | 21,000 บาท | 14,000 บาท |
นิด โสด ขอนแก่น
รายได้หลังหักภาษีต่อเดือน18,000 บาท
จำเป็น (50%)9,000 บาท
อยากได้ (30%)5,400 บาท
ออม (20%)3,600 บาท
ต้น โสด เชียงใหม่
รายได้หลังหักภาษีต่อเดือน25,000 บาท
จำเป็น (50%)12,500 บาท
อยากได้ (30%)7,500 บาท
ออม (20%)5,000 บาท
เมย์ โสด กรุงเทพฯ
รายได้หลังหักภาษีต่อเดือน35,000 บาท
จำเป็น (50%)17,500 บาท
อยากได้ (30%)10,500 บาท
ออม (20%)7,000 บาท
คู่สามีภรรยา ลูก 2 คน นนทบุรี
รายได้หลังหักภาษีต่อเดือน70,000 บาท
จำเป็น (50%)35,000 บาท
อยากได้ (30%)21,000 บาท
ออม (20%)14,000 บาท
งานจริงเริ่มเมื่อคุณเอาเป้าไปเทียบกับความจริง นี่คือกรณีที่เจอบ่อยที่สุด: ค่าเช่าที่ดูเหมือนจ่ายไหวบนกระดาษ แต่จริง ๆ ไม่ไหว
ปอมีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนก่อนหัก และได้รับจริง 39,000 บาท ตามหลักที่พูดกันทั่วไปว่าค่าที่อยู่ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ก่อนหัก ค่าเช่า 15,000 บาท (0.3 × 50,000) ดูเหมือนจ่ายไหว แต่ 15,000 บาทคือ 38.5% ของเงินที่ได้รับจริง (15,000 ÷ 39,000) เมื่อบวกค่าน้ำค่าไฟ (1,600 บาท) ค่ากับข้าว (4,200 บาท) ค่าเดินทาง (2,500 บาท) และค่าโทรศัพท์ (600 บาท) ค่าใช้จ่ายจำเป็นของปอจะเป็น 23,900 บาท หรือ 61.3% ของเงินที่ได้รับจริง
ปอยังออมต่อ แค่น้อยลง: 15% หรือ 5,850 บาท สิ่งที่อยากได้ได้ส่วนที่เหลือ: 39,000 − 23,900 − 5,850 = 9,250 บาท หรือ 23.7%
- จำเป็น (ค่าเช่า น้ำไฟ กับข้าว เดินทาง โทรศัพท์)61.3%23,900 บาทค่าเช่าอย่างเดียวก็ 38.5% ของเงินที่ได้รับจริง
- อยากได้ (กินข้าวนอกบ้าน เที่ยว เสื้อผ้า ค่าสมาชิก)23.7%9,250 บาทส่วนที่รับส่วนเกินไว้
- เงินออมและโปะหนี้เพิ่ม15%5,850 บาทต่ำกว่า 20% แต่เป็นอัตโนมัติ
เมื่อสูตรใช้ไม่ได้: ค่าที่อยู่อาศัย
ปอไม่ใช่กรณีแปลก และข้อมูลจากต่างประเทศก็ชี้ไปทางเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกา นโยบายที่อยู่อาศัยระดับรัฐบาลกลางมักถือว่าที่อยู่อาศัย “จ่ายไหว” เมื่อไม่เกิน 30% ของรายได้ ครัวเรือนที่เกินเส้นนี้เรียกว่า cost burdened (มีภาระค่าที่อยู่สูง) Congressional Research Service ใช้ข้อมูลสำมะโนปี 2023 พบว่า 49.5% ของครัวเรือนผู้เช่าในสหรัฐฯ มีภาระค่าที่อยู่สูง และ 26.5% มีภาระสูงมาก คือจ่ายค่าที่อยู่เกินครึ่งหนึ่งของรายได้
สังเกตฐานการคำนวณ: ตัวเลขเหล่านี้ใช้รายได้ก่อนหักภาษี ส่วนสูตร 50/30/20 ใช้รายได้หลังหักภาษี ครัวเรือนที่อยู่ตรงเส้น 30% จึงเกิน 30% ของเงินที่ได้รับจริงไปไกลแล้ว
ภาพในสหราชอาณาจักรก็คล้ายกัน Office for National Statistics ประมาณว่าครัวเรือนผู้เช่าที่มีรายได้ระดับมัธยฐานจะใช้ 36.3% ของรายได้ก่อนหักภาษีไปกับค่าเช่าที่อยู่ราคาเฉลี่ยในอังกฤษ และ 41.6% ในลอนดอน
ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ ไม่ได้แปลว่าสูตรล้มเหลว มันกำลังบอกคุณว่าค่าที่อยู่กินสัดส่วนรายได้มากกว่าที่สูตรคาดไว้ จะเป็นการเลือกโดยตั้งใจ (ใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องมีรถ) หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ควรทบทวนตอนย้ายที่อยู่ครั้งหน้า คุณเป็นคนตัดสินใจ
ปรับสูตร 50/30/20 เมื่อคุณมีหนี้
ในสูตรดั้งเดิม ค่างวดที่มีสัญญาผูกมัด (ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ หนี้ กยศ.) เป็น must-have และอยู่ใน 50% เวอร์ชันสมัยใหม่ส่วนใหญ่ก็ใส่ยอดขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ตรงนั้นด้วย ส่วนเงินที่คุณจ่ายเกินขั้นต่ำนับเป็นเงินออมใน 20% เพราะมันลดยอดหนี้
การปรับที่พบบ่อย ซึ่งคุณควรชั่งกับอัตราดอกเบี้ยและสัญญาของตัวเอง:
- หนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด: ใช้บางส่วนหรือทั้งหมดของ 20% โปะหนี้ได้ ทุกบาทที่จ่ายคืนก่อนจะหยุดสร้างดอกเบี้ย
- ยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน: หลายคนยังออมเล็กน้อยควบคู่กับการใช้หนี้ แม้แค่ 500 บาทต่อเดือน เพื่อให้เรื่องไม่คาดฝันครั้งต่อไปไม่ต้องกลับไปรูดบัตรอีก
- ค่างวดที่ต้องจ่ายดันค่าใช้จ่ายจำเป็นเกิน 60%: ถึงจุดนี้ ปัญหาไม่ใช่เรื่องการแบ่งงบแล้ว ในไทย ให้ติดต่อเจ้าหนี้เพื่อคุยเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ก่อนผิดนัดชำระ ในสหรัฐฯ มีหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องเครดิตแบบไม่แสวงกำไรและข้อมูลจาก CFPB ในสหราชอาณาจักร MoneyHelper แนะนำบริการปรึกษาหนี้ฟรี
หากต้องการคำแนะนำสำหรับสถานการณ์ของคุณโดยเฉพาะ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติ
สูตรอื่น ๆ: 70/20/10, 60/20/20, 80/20
คุณจะเจอการแบ่งแบบอื่นบนอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดเป็นสูตรดัดแปลงที่บล็อกเกอร์ ธนาคาร และโค้ชเสนอ ไม่ใช่กฎที่มีงานวิจัยรองรับ
| สูตร | การแบ่ง | เหมาะกับใครในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| 70/20/10 | 70% ค่าครองชีพ 20% เงินออม 10% ใช้หนี้หรือทำบุญ | คนที่ไม่อยากแยกค่าใช้จ่ายจำเป็นกับสิ่งที่อยากได้ |
| 60/20/20 | 60% จำเป็น 20% อยากได้ 20% ออม | เมืองค่าครองชีพสูง: ค่าใช้จ่ายจำเป็นยืม 10 จุดจากสิ่งที่อยากได้ |
| 80/20 | ออม 20% ก่อน ใช้ 80% ได้อิสระ | คนที่อยากจดบันทึกให้น้อยที่สุด |
70/20/10
การแบ่ง70% ค่าครองชีพ 20% เงินออม 10% ใช้หนี้หรือทำบุญ
เหมาะกับใครในทางปฏิบัติคนที่ไม่อยากแยกค่าใช้จ่ายจำเป็นกับสิ่งที่อยากได้
60/20/20
การแบ่ง60% จำเป็น 20% อยากได้ 20% ออม
เหมาะกับใครในทางปฏิบัติเมืองค่าครองชีพสูง: ค่าใช้จ่ายจำเป็นยืม 10 จุดจากสิ่งที่อยากได้
80/20
การแบ่งออม 20% ก่อน ใช้ 80% ได้อิสระ
เหมาะกับใครในทางปฏิบัติคนที่อยากจดบันทึกให้น้อยที่สุด
ทุกสูตรมีแนวคิดเดียวกัน: กำหนดเงินออมไว้ก่อน แทนที่จะออมจากเงินที่เหลือ เลือกสูตรที่คุณจะทำได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่สูตรที่ดูดีที่สุด
เริ่มใช้ได้ในคืนเดียว
- หาค่าเฉลี่ยรายได้หลังหักภาษี 3 เดือนล่าสุด แล้วบวกเงินที่ถูกหักจากสลิปกลับเข้าไป
- แยกรายจ่าย 3 เดือนนั้นเป็นจำเป็น อยากได้ และเงินออม
- เทียบเปอร์เซ็นต์จริงกับเป้า
- ตั้งโอนเงินเข้าบัญชีออมอัตโนมัติในวันเงินเดือนออก
- ทบทวนหลัง 1 เดือน แล้วอีกครั้งหลัง 3 เดือน
ถ้าอยากคุมละเอียดกว่านี้ทีละหมวด งบประมาณฐานศูนย์ (zero-based budgeting) ไปไกลกว่า: ทุกบาทมีหน้าที่ของมันชัดเจน
เงินเดือนได้รับจริง 35,000 บาท ช่วยตั้งงบตามสูตร 50/30/20 ให้หน่อย
ข้อเสนอคือ จำเป็น 17,500 บาท อยากได้ 10,500 บาท ออม 7,000 บาท ต่อเดือน สร้างงบ 3 หมวดนี้เลยไหม
ไม่มีอะไรถูกบันทึกจนกว่าคุณจะยืนยัน หลังจากนั้น ทุกรายจ่ายที่คุณพิมพ์เป็นประโยคเดียวจะเข้าหมวดของมันเอง
ลองใช้ฟรีแอปไม่ส่งการแจ้งเตือนเมื่อใช้เกินงบ สรุปรายสัปดาห์ทำหน้าที่นั้นแทน: คุณจะเห็นว่าแต่ละหมวดอยู่ตรงไหน
คำถามที่พบบ่อย
สูตร 50/30/20 คิดจากเงินเดือนก่อนหักหรือหลังหัก?
หลังหักภาษี ในไทย ให้เริ่มจากเงินที่เข้าบัญชีจริง แล้วบวกเงินที่ถูกหักไว้ เช่น เงินสมทบประกันสังคมและเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กลับเข้าไป จากนั้นจัดไว้ในส่วนที่ถูกต้อง
ค่าเช่าอย่างเดียวก็เกิน 40% ของเงินที่ได้รับจริงแล้ว สูตรนี้ใช้ไม่ได้เลยหรือ?
ใช้ได้ แค่ต้องยืดหยุ่น รักษาลำดับไว้: จ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็น กันเงินออมไว้ก่อน (แม้แค่ 10–15%) แล้วใช้ส่วนที่เหลือกับสิ่งที่อยากได้ การแบ่ง 60/20/20 หรือ 65/25/10 ซื่อตรงกว่าเป้าที่คุณไม่มีวันทำได้
ค่างวดหนี้อยู่ใน 50% หรือ 20%?
ทั้งสองส่วน ยอดขั้นต่ำที่ต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น (50%) ส่วนที่จ่ายเกินขั้นต่ำนับใน 20%
ถ้ารายได้ไม่เท่ากันทุกเดือนล่ะ?
ใช้เปอร์เซ็นต์กับเดือนที่รายได้ต่ำที่สุดในช่วง 6 เดือนล่าสุด เดือนไหนรายได้ดี ให้ส่งส่วนเกินเข้าเงินออมหรือเงินกันชนที่ไว้ใช้ในเดือนที่รายได้น้อย
สูตรนี้ใช้กับคู่รักได้ไหม?
ได้ โดยใช้รายได้รวมของครัวเรือน ขอแค่ตกลงกันให้ได้ว่าอะไรนับเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น คู่มืองบประมาณสำหรับคู่รัก ของเราอธิบายวิธีแบ่งค่าใช้จ่ายแบบต่าง ๆ
สรุป
สูตร 50/30/20 เป็นเกณฑ์อ้างอิงง่าย ๆ: ค่าใช้จ่ายจำเป็น สิ่งที่อยากได้ และเงินออม วัดจากรายได้หลังหักภาษี คุณค่าจริงของมันคือบอกว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะเมื่อค่าที่อยู่หรือหนี้ดันค่าใช้จ่ายจำเป็นเกิน 50% ขั้นแรก: เปิดรายการเดินบัญชีเดือนล่าสุด แล้วรวมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายแน่ ๆ ดูว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ได้รับจริง
แหล่งอ้างอิง
- Elizabeth Warren และ Amelia Warren Tyagi, All Your Worth: The Ultimate Lifetime Money Plan, Free Press, 2005
- Congressional Research Service, “Housing Cost Burdens in 2023: In Brief”, R48450, มีนาคม 2025: congress.gov
- Office for National Statistics, “Private rental affordability, England, Wales and Northern Ireland: 2024”, สิงหาคม 2025: ons.gov.uk
มีให้อ่านเป็นภาษา English, Français, Español, Português, Deutsch, Italiano, Türkçe, Bahasa Indonesia, Bahasa Melayu, Tiếng Việt, 日本語, 한국어, 繁體中文, العربية.